ยักษ์พลังงานไทยเทขาย... ข่าวล่าสุด
ตามรายงานของ Bangkok Post เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เปิดเผยว่า บริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทยกำลังเทขายโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลของตนในวงกว้าง ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการระดมทุนมหาศาลเพื่อบุกเบิกธุรกิจพลังงานสะอาด การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการปรับพอร์ตการลงทุนครั้งสำคัญของกลุ่มทุนไทยเพื่อตอบรับนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และความต้องการไฟฟ้าสีเขียวที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจที่ต้องการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตนเอง
การเทขายครั้งประวัติศาสตร์ของ EGCO และ Banpu Power
แหล่งข่าวจาก Bloomberg ยืนยันว่า การเทขายสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานดั้งเดิมกำลังเกิดขึ้นในหลายบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EGCO Group (EGCO) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ได้ประกาศขายหุ้นในโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติหลายแห่งในประเทศลาวและฟิลิปปินส์ ภายในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 45,000 ล้านบาท นอกจากนี้ Banpu Power (BPP) ก็ได้ดำเนินการขายโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีนและอินโดนีเซียออกไป เช่นเดียวกันกับ BCPG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบางจาก คอร์ปอเรชั่น ที่ได้ขายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนในสหรัฐอเมริกาไปแล้วเมื่อต้นปี 2569
เงินทุนไหลเข้าสู่ 'พลังงานสะอาด' และ 'พลังงานหมุนเวียน'
การขายสินทรัพย์โรงไฟฟ้าเก่าในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลดภาระ แต่เป็นการเปลี่ยนทิศทางเงินทุนครั้งใหญ่ โดยนายสหรัฐ บุญธนะกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ EGCO เปิดเผยว่า "บริษัทตั้งเป้าที่จะลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปี 2573 โดยเงินที่ได้จากการขายโรงไฟฟ้าถ่านหินในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในออสเตรเลียและเวียดนาม" แหล่งข่าวจาก Reuters เสริมว่า มูลค่าการลงทุนในพลังงานสะอาดของกลุ่มบริษัทพลังงานไทย 6 แห่งรวมกันในปี 2569 สูงถึง 1.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากปี 2568
เปรียบเทียบมูลค่าการเทขายและการลงทุนของ Top 3 บริษัทพลังงานไทย (2568-2569)
| ชื่อบริษัท | มูลค่าสินทรัพย์ที่ขาย (ล้านบาท) | ประเทศที่ขายสินทรัพย์ | เป้าหมายการลงทุนพลังงานสะอาด (ล้านบาท) |
|---|
| --- | --- | --- | --- |
|---|
| EGCO Group | 45,000 | ลาว, ฟิลิปปินส์ | 70,000 (ภายในปี 2573) |
|---|
| Banpu Power | 28,500 | จีน, อินโดนีเซีย | 40,000 (ภายในปี 2571) |
|---|
| BCPG | 12,000 | สหรัฐอเมริกา | 25,000 (ภายในปี 2575) |
|---|
(ข้อมูลจากรายงานของ Bangkok Post และ Bloomberg)
แรงหนุนจาก 'Direct PPA' และดีมานด์ไฟฟ้าสีเขียวขององค์กรธุรกิจ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทพลังงานรายใหญ่ต้องเร่งปรับตัวคือการเกิดขึ้นของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ซึ่งเพิ่งถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยรูปแบบสัญญานี้เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนสามารถเจรจาซื้อไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. lion slot ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ) เพียงช่องทางเดียว นายกฤษฎา จันทร์สุริยา กรรมการผู้จัดการของ Banpu Power ระบุว่า "Direct PPA เป็นตัวเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ของวงการพลังงานไทย บริษัทข้ามชาติกลุ่มเทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้าต่างเรียกร้องให้มีไฟฟ้าสีเขียวที่มีราคาแข่งขันได้ และนี่คือโอกาสทองของเรา" คาดการณ์ว่าการทำ Direct PPA ในปี 2570 จะมีปริมาณรวมสูงถึง 2,500 เมกะวัตต์
การเปลี่ยนผ่านพลังงานสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจดั้งเดิม
ถึงแม้การเทขายโรงไฟฟ้าดั้งเดิมจะเป็นเทรนด์ขาขึ้น แต่นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่าเส้นทางนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยแหล่งข่าวจาก Financial Times รายงานว่า ราคาขายโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันตกต่ำลงประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกตื่นตัวกับประเด็นความยั่งยืนมากขึ้น ทำให้บริษัทที่ต้องการขายสินทรัพย์เหล่านี้อาจต้องยอมรับราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff: FiT) สำหรับพลังงานหมุนเวียนในระยะต่อไปก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา
การปรับกลยุทธ์ของกลุ่มพลังงานไทย: มากกว่าแค่ 'ขายทิ้ง'
สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่ทุกบริษัทจะเลือกทิ้งธุรกิจดั้งเดิมทั้งหมด โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติไว้บางส่วน เนื่องจากมองว่าก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) ในขณะที่บริษัทอื่นๆ age of slot ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ เช่น บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เลือกที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าก๊าซเดิมให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่มีสมรรถนะสูงขึ้น (High-Efficiency Combined Cycle) และใช้ก๊าซธรรมชาติผสมกับไฮโดรเจนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
แนวโน้มการลงทุนใน Data Center และ AI
เงินทุนจำนวนมากที่ระดมได้จากการขายโรงไฟฟ้าไม่ได้ถูกนำไปลงทุนในฟาร์มกังหันลมหรือโซลาร์ฟาร์มเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มไหลเข้าสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ใช้พลังงานสูงมาก นายสหรัฐ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า "การเติบโตของเอไอ (AI) ทำให้ดีมานด์ไฟฟ้ามหาศาล EGCO กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการ Data Center ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ในนิคมอุตสาหกรรม EEC" ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในไทยจะเพิ่มขึ้นอีก 500 เมกะวัตต์ภายในปี 2571
FAQ: คำถามที่พบบ่อย
Q1: การเทขายโรงไฟฟ้าครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในบ้านเรือนทั่วไปหรือไม่?
A1: ในระยะสั้น การปรับโครงสร้างของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าหน้าบ้านมากนัก เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้ายังคงถูกกำหนดโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต่ำลงและปริมาณเพียงพอ อาจช่วยชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าโดยรวมได้
Q2: การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนของไทยมีความคืบหน้ามากน้อยเพียงใด?
A2: ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2024) ตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 50% ของกำลังผลิตทั้งหมดภายในปี god slot ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ 2580 การเทขายสินทรัพย์ของบริษัทเอกชนครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจกำลังเคลื่อนไหวเร็วกว่าแผนของภาครัฐ ซึ่งอาจช่วยเร่งให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุผลได้เร็วขึ้น
การเทขายโรงไฟฟ้าพลังงานดั้งเดิมของบริษัทพลังงานไทยครั้งนี้ถือเป็นการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือกลยุทธ์เอาชีวิตรอดที่บริษัทพลังงานชั้นนำต้องเร่งปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสจากเม็ดเงินลงทุนสีเขียวและรองรับความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนไปของโลกในยุคที่ธุรกิจและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง - รีวิว fortune tiger ฟรี
บิ๊กพลังงานไทย EGCO-Banpu-BCPG เทขายโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ มูลค่ารวม 1.2 แสนล้านบาท เพื่อระดมทุนปฏิวัติธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและดาต้าเซ็นเตอร์ ตอบรับเทร